Browse By

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ปลด “โธมัส แฟรงค์” จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่

การตัดสินใจของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ในการปลด โธมัส แฟรงค์ ออกจากตำแหน่งกุนซือ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการพรีเมียร์ลีกทันที แม้หลายฝ่ายจะมองว่ามีสัญญาณเตือนล่วงหน้าอยู่บ้าง แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ยังถือว่าเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล คำถามที่แฟนบอลทั่วโลกตั้งขึ้นพร้อมกันคือ การปลดครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของการรีเซ็ตสโมสรอย่างจริงจัง หรือเป็นเพียงการหมุนอยู่ในวงจรเดิมของสเปอร์สที่เปลี่ยนโค้ชแต่ยังไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง? บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ทุกมิติ ตั้งแต่ผลงานในสนาม แนวคิดแท็กติก ความสัมพันธ์ในห้องแต่งตัว ไปจนถึงทิศทางในอนาคตของ “ไก่เดือยทอง” จุดเริ่มต้นของความคาดหวัง การเข้ามาของ โธมัส แฟรงค์ เคยถูกมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดของบอร์ดบริหาร สเปอร์สต้องการโค้ชที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย เน้นเกมรุกเป็นระบบ กล้าปั้นนักเตะดาวรุ่ง และมีแนวคิดยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ผลงานช่วงแรกสร้างความหวัง เกมรุกมีไอเดีย การเพรสซิ่งเป็นจังหวะมากขึ้น ทีมดูมีชีวิตชีวา แต่เมื่อฤดูกาลดำเนินไป ความสม่ำเสมอกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ ผลงานที่แกว่งและปัญหาความต่อเนื่อง หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การปลด คือฟอร์มการเล่นที่ไม่คงเส้นคงวา เมื่อคะแนนเริ่มห่างจากพื้นที่ท็อปโฟร์ ความกดดันจึงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แฟนบอลเริ่มตั้งคำถามว่าวิสัยทัศน์ของโค้ชสอดคล้องกับเป้าหมายสโมสรหรือไม่ ในช่วงที่การแข่งขันเข้มข้น วิเคราะห์กันแทบทุกแมตช์ผ่านสื่อและแพลตฟอร์มกีฬา ไม่ว่าจะเป็นช่องวิเคราะห์เชิงลึกหรือคอมมูนิตี้อย่าง เข้าถึงทุกการเดิมพันได้ง่ายผ่าน

สล็อต สะกิดถึง คล็อปป์ ลิเวอร์พูลกับความเสี่ยงหลุดตั๋ว UCL

ในช่วงโค้งสำคัญของฤดูกาลพรีเมียร์ลีก กระแสข่าวที่ร้อนแรงที่สุดประเด็นหนึ่งคงหนีไม่พ้นคำพูดของ อาร์เนอ สล็อต ที่พาดพิงถึง เยอร์เกน คล็อปป์ อดีตกุนซือผู้สร้างยุคทองให้กับลิเวอร์พูล หลังผลงานของทีม “หงส์แดง” แกว่งตัวจนน่าเป็นห่วง และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลาดโควตาไปเล่นยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาลหน้า คำถามสำคัญคือ การเอ่ยถึงคล็อปป์ในจังหวะที่ทีมกำลังเปราะบาง เป็นเพียงการวิเคราะห์เชิงฟุตบอลตามความเป็นจริง หรือเป็นการโยนแรงกดดันไปยังอดีตกุนซือโดยไม่จำเป็น? บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทั้งมิติแท็กติก สภาพจิตใจนักเตะ โครงสร้างทีม และความคาดหวังของแฟนบอล เพื่อมองภาพรวมอย่างเป็นธรรมและเข้าใจง่าย ลิเวอร์พูลในวันที่ความมั่นใจสั่นคลอน ลิเวอร์พูลในยุคคล็อปป์เคยเป็นทีมที่เล่นด้วยความเข้มข้น ความเร็ว และพลังงานมหาศาล เกมเพรสซิ่งดุดัน การเปลี่ยนเกมรับเป็นรุกในเสี้ยววินาที และความเชื่อมั่นแบบ “ไม่มีวันยอมแพ้” คือเอกลักษณ์ที่ทำให้พวกเขากลับมาท้าชิงความสำเร็จทั้งในอังกฤษและยุโรป อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลคือวัฏจักร นักเตะตัวหลักหลายคนอายุมากขึ้น บางรายย้ายออกไป โครงสร้างทีมเริ่มต้องปรับเปลี่ยน เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ความต่อเนื่องย่อมสะดุดเป็นธรรมดา ในฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาที่ดี แต่ก็มีช่วงที่ฟอร์มดรอปแบบน่าใจหาย เกมรับเสียประตูง่ายเกินไป ขณะที่เกมรุกแม้ยังมีคุณภาพ แต่ความเฉียบคมในจังหวะตัดสินใจลดลง

อลิสซอน เปิดใจถึงช่วงเปลี่ยนผ่านลิเวอร์พูล

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และความคาดหวังจากแฟนบอลทั่วโลก เสียงของหนึ่งในผู้นำเงียบของทีมอย่าง อลิสซอน กลับดังขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเจ้าตัวออกมาเปิดใจถึงสถานการณ์ของ ลิเวอร์พูล พร้อมขอเวลาให้ทีมที่กำลังอยู่ในช่วง “สร้างใหม่” ได้พัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ในยุคที่ทุกอย่างต้องการผลลัพธ์ทันที คำว่า “ขอเวลา” อาจฟังดูเรียบง่าย แต่ในบริบทของเวทีอย่าง Premier League มันคือคำที่หนักแน่น และเต็มไปด้วยความหมาย เพราะพรีเมียร์ลีก คือหนึ่งในลีกที่การแข่งขันสูงที่สุดในโลก ความผิดพลาดเล็กน้อยอาจส่งผลใหญ่ต่ออันดับตารางทันที บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงสิ่งที่อลิสซอนสะท้อนออกมา สถานการณ์ของลิเวอร์พูลในช่วงเปลี่ยนผ่าน รวมถึงทิศทางในอนาคตที่อาจกำหนดชะตาฤดูกาล ลิเวอร์พูลในช่วงเปลี่ยนผ่าน: จากยุคทองสู่การสร้างใหม่ ลิเวอร์พูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุด คว้าแชมป์ระดับประเทศและยุโรป สร้างมาตรฐานการเล่นที่เข้มข้นและดุดัน อย่างไรก็ตาม วัฏจักรของฟุตบอลไม่มีอะไรคงที่ นักเตะตัวหลักบางรายอายุมากขึ้น บางรายย้ายออก ทีมจึงเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสร้างทีมใหม่ไม่ใช่แค่เรื่องซื้อนักเตะ แต่คือการสร้างเคมีใหม่ในห้องแต่งตัว ปรับระบบการเล่น และให้เวลานักเตะรุ่นใหม่เติบโต คำพูดของอลิสซอนจึงสะท้อนภาพรวมว่า ทีมกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ต้องใช้ความอดทน อลิสซอน: ผู้นำที่ไม่ส่งเสียงดัง แต่หนักแน่น แม้ตำแหน่งผู้รักษาประตูจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำประตูโดยตรง แต่อลิสซอนคือหนึ่งในแกนหลักของทีม

ลินิเกอร์แซวแรง “เมนู” ถึงขั้นแนะฟ้อง อโมริม

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงการฟุตบอลอังกฤษ เมื่อ ลินิเกอร์ ออกมาแสดงความคิดเห็นเชิงแซวอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับสถานการณ์ เมนู พร้อมโยงไปถึง อโมริม อดีตกุนซือของ Manchester United โดยมีประโยคทำนองว่า “ถ้าเป็นแบบนี้ เมนูน่าจะฟ้องได้เลย” แม้คำพูดจะมาในเชิงหยอกล้อ แต่บริบทของมันสะท้อนประเด็นลึกซึ้ง เกี่ยวกับการใช้งานนักเตะดาวรุ่ง การบริหารทีม และทิศทางของสโมสรในช่วงเปลี่ยนผ่าน บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์ ทุกมิติของประเด็นดังกล่าว ตั้งแต่ต้นตอของคำพูด ไปจนถึงผลกระทบในภาพรวม จุดเริ่มต้นของกระแส: คำพูดที่ดูเหมือนขำ แต่สะเทือนจริง ลินิเกอร์เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิจารณ์ที่พูดตรง และมักใช้โทนประชดประชันแบบอังกฤษคลาสสิก การแซวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากมีการพูดถึง บทบาทของเมนูในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ว่าเขาอาจถูกใช้งานในลักษณะ ที่ไม่เหมาะสมกับศักยภาพ คำว่า “ฟ้อง” ในที่นี้ไม่ใช่เชิงกฎหมายจริงจัง แต่คือการตั้งคำถาม ว่าการจัดการของกุนซือเหมาะสมหรือไม่ นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องตลก หากแต่เป็นการจุดประเด็นเชิงวิจารณ์ เมนู: ดาวรุ่งที่ถูกจับตา ค็อบบี เมนู ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกลางอนาคตไกลของอังกฤษ จุดเด่นของเขาคือ

ซันเดอร์แลนด์ ได้จังหวะท้าชนลิเวอร์พูล ศึกพรีเมียร์ลีก

เกมที่กำลังจะมาถึงระหว่าง ซันเดอร์แลนด์ กับ ลิเวอร์พูล ในเวที พรีเมียร์ลีก ไม่ใช่แค่การแข่งขันธรรมดาตามโปรแกรมลีกสูงสุดของอังกฤษ แต่คือโอกาสสำคัญของ “แมวดำ” ที่จะลบภาพความทรงจำอันเลวร้ายจากการเผชิญหน้ากับทีมยักษ์ใหญ่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คำว่า “ฝันร้าย” สำหรับซันเดอร์แลนด์ ไม่ได้เกินจริงนัก หากย้อนดูสถิติการพบกันที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลมักเป็นฝ่ายครองความได้เปรียบ ทั้งในเรื่องคุณภาพทีม ประสบการณ์ และความเฉียบคมในจังหวะสำคัญ อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลไม่เคยตัดสินกันที่ชื่อชั้นล่วงหน้า และนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ซันเดอร์แลนด์รอคอย บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์เกมนี้ในทุกมิติ ทั้งด้านแท็กติก สภาพจิตใจ ความพร้อมของนักเตะ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมที่อาจกำหนดผลการแข่งขัน สนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100% ภาพรวมสถานการณ์ก่อนเกม: ความต่างที่ต้องยอมรับ ลิเวอร์พูลยังคงเป็นหนึ่งในทีมที่ถูกยกให้ลุ้นแชมป์หรืออย่างน้อยก็พื้นที่ท็อปโฟร์ ด้วยมาตรฐานการเล่นที่สูงสม่ำเสมอ เกมรุกดุดัน การเพรสซิ่งที่เป็นระบบ และขุมกำลังที่ลึกพอสำหรับการหมุนเวียนนักเตะ ในทางกลับกัน ซันเดอร์แลนด์เพิ่งกลับมาอยู่บนเวทีพรีเมียร์ลีกได้ไม่นาน

โธมัส แฟรงค์ เคลียร์บอร์ดอนาคต หลังสเปอร์สหล่นที่ 16 พรีเมียร์ลีก

โธมัส แฟรงค์ เคลียร์บอร์ดอนาคต หลังสเปอร์สหล่นที่ 16 พรีเมียร์ลีก สถานการณ์ของ Tottenham Hotspur ในฤดูกาลนี้เรียกได้ว่าเกินความคาดหมายของแฟนบอลอย่างแท้จริง เมื่อทีมที่เคยถูกวางเป้าให้ลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปกลับหล่นลงไปอยู่ถึงอันดับ 16 ของตาราง Premier League ซึ่งถือเป็นโซนอันตรายที่ใกล้กับพื้นที่ตกชั้นมากกว่าพื้นที่ท็อปโฟร์ ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาล ชื่อของ Thomas Frank กลายเป็นประเด็นร้อน หลังมีรายงานว่าเจ้าตัวได้พูดคุยกับบอร์ดบริหารเกี่ยวกับอนาคตของทีมเรียบร้อยแล้ว คำถามสำคัญคือ นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลง หรือเป็นการยืนยันเดินหน้าต่อในระยะยาว? บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์สถานการณ์ทั้งหมดแบบเจาะลึก ทั้งปัญหาเชิงแท็กติก สภาพจิตใจนักเตะ โครงสร้างทีม การบริหารสโมสร รวมถึงแนวโน้มในช่วงที่เหลือของฤดูกาล สนใจเริ่มต้นเดิมพันออนไลน์กับเว็บตรง สมัคร UFABET วันนี้ รับสิทธิพิเศษมากมาย ทั้งโบนัสแรกเข้าและระบบฝากถอนออโต้ รวดเร็ว ปลอดภัย 100% จากความหวังสู่ความกดดัน: ทำไมสเปอร์สถึงร่วงหนัก? ก่อนเปิดฤดูกาล หลายฝ่ายมองว่าสเปอร์สมีองค์ประกอบที่ดีพอจะลุ้นพื้นที่ยุโรป ทั้งขุมกำลังตัวหลัก

มายอร์ก้า 3-2 แอธเลติก บิลเบา ชัยชนะที่สะท้อนหัวใจนักสู้แห่งลา ลีกา

ฟุตบอลบางเกมไม่ได้ถูกจดจำเพราะชื่อชั้นของสโมสร แต่ถูกพูดถึงเพราะ “อารมณ์และเรื่องราวในสนาม” และเกมที่ มายอร์ก้า เปิดบ้านเฉือนชนะ แอธเลติก บิลเบา ไปแบบสุดมัน 3-2 คือหนึ่งในเกมที่สะท้อนเสน่ห์ของ ลา ลีกา ได้อย่างชัดเจนที่สุด สกอร์ 3-2 อาจดูเป็นเพียงตัวเลข แต่เบื้องหลังคือเกมที่เต็มไปด้วยแท็กติก ความผิดพลาด ความเด็ดขาด และหัวใจของนักสู้ที่ไม่ยอมแพ้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของเกมดังกล่าว บทนำ: เกมที่เกินคำว่า “พลิกล็อก” ก่อนเกมจะเริ่ม แอธเลติก บิลเบา ถูกมองว่าเหนือกว่าทั้งชื่อชั้นและฟอร์มโดยรวม ขณะที่มายอร์ก้าเป็นทีมที่มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เกมรับเหนียว แต่เกมรุกจำกัด” แต่ฟุตบอลไม่เคยตัดสินกันด้วยชื่อทีมเพียงอย่างเดียว และ 90 นาทีในเกมนี้พิสูจน์ว่า หากทีมเล็กเล่นด้วยวินัย ความกล้า และความเฉียบคม พวกเขาก็สามารถโค่นทีมที่แข็งแกร่งกว่าได้เช่นกัน ภาพรวมของเกม: เปิดแลก ดุดัน และไม่มีใครยอมใคร ตั้งแต่นาทีแรก

เชลซี 2-0 เบรนท์ฟอร์ด ชัยชนะที่สะท้อนความนิ่งและทิศทางที่ชัดเจน

ชัยชนะบางเกมอาจไม่ได้ถูกจดจำจากสกอร์ที่ขาดลอย แต่ถูกพูดถึงจาก “ภาพรวมของทีม” และเกมที่ เชลซี เปิดบ้านเอาชนะ เบรนท์ฟอร์ด 2-0 คือหนึ่งในแมตช์ฟุตบอล ลักษณะนั้นอย่างชัดเจน เกมนี้ไม่เพียงมอบสามแต้มสำคัญให้เชลซี แต่ยังสะท้อนพัฒนาการด้านแท็กติก วินัยทีม และความมั่นใจที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง บทความนี้จะพาไปวิเคราะห์เกมดังกล่าวแบบละเอียด บทนำ: สามแต้มที่มีความหมายมากกว่าชัยชนะ สำหรับเชลซีในฤดูกาลนี้ ทุกคะแนนคือก้าวสำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา หลังผ่านช่วงฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ การเอาชนะคู่แข่งที่มีระบบชัดเจนอย่างเบรนท์ฟอร์ด จึงเป็นบทพิสูจน์ว่า “สิงห์บลูส์” เริ่มหาจุดสมดุลของตัวเองเจอแล้ว ในบริบทของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เกมแบบนี้คือเกมที่ทีมใหญ่ “ต้องชนะ” และเชลซีทำได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์แบบ ภาพรวมของเกม: เชลซีคุมจังหวะ เบรนท์ฟอร์ดสู้ตามแผน ตลอด 90 นาที เชลซีเป็นฝ่ายครองบอลและกำหนดจังหวะเกมได้มากกว่า ขณะที่เบรนท์ฟอร์ดมาในแผนรัดกุม เน้นเกมรับเป็นหลักและรอสวนกลับตามสไตล์ถนัด รูปเกมอาจไม่ได้เปิดแลกดุเดือด แต่เต็มไปด้วยการอ่านเกม การยืนตำแหน่ง และการตัดสินใจที่แม่นยำ ซึ่งเป็นสิ่งที่เชลซีทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน

ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-0 ฟูแล่ม ศึกที่ตัดสินด้วยรายละเอียดเล็กที่สุด

เกมฟุตบอลบางนัดอาจไม่ได้เต็มไปด้วยสกอร์ถล่มทลาย แต่กลับสะท้อน “คุณค่าของแท็กติกและวินัยทีม” ได้อย่างชัดเจน และเกมที่ ลีดส์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเฉือนชนะ ฟูแล่ม ไปด้วยสกอร์ 1-0 คือหนึ่งในแมตช์ลักษณะนั้นอย่างแท้จริง แม้ผลการแข่งขันจะดูเรียบง่าย แต่เบื้องหลังชัยชนะของลีดส์เต็มไปด้วยรายละเอียดเชิงแท็กติก การบริหารเกม และการตัดสินใจที่เฉียบขาด บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเกมนี้แบบรอบด้าน วิเคราะห์ทุกมิติให้อ่านง่าย บทนำ: สามแต้มที่มีค่ามากกว่าสกอร์ ในบริบทของการแข่งขันระดับสูงอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทุกคะแนนมีความหมาย เกมระหว่างลีดส์กับฟูแล่มจึงไม่ใช่แค่การวัดผลแพ้ชนะ แต่เป็นเกมที่สะท้อนทิศทางของทั้งสองทีมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล สำหรับลีดส์ ชัยชนะเกมนี้คือการยืนยันความแข็งแกร่งในบ้าน และเป็นสัญญาณว่าทีมเริ่มเข้าใจแนวทางการเล่นของตัวเองมากขึ้น ขณะที่ฟูแล่ม แม้จะแพ้ แต่รูปเกมก็ไม่ได้เป็นรองแบบหมดรูป ภาพรวมของเกม: อึดอัด แต่เข้มข้น ตลอด 90 นาที เกมนี้เป็นการแข่งขันที่สูสี ลีดส์ครองบอลได้มากกว่าเล็กน้อย ขณะที่ฟูแล่มเลือกเล่นอย่างรัดกุม เน้นการตั้งรับเป็นระบบและรอจังหวะสวนกลับ รูปเกมอาจไม่ได้เปิดแลกแบบเร้าใจ แต่เต็มไปด้วยการดวลแท็กติก การแย่งพื้นที่ในแดนกลาง

เทรนต์ เริ่มไม่พอใจสถานะกับเรอัล มาดริด หลังข้อตกลงไม่เป็นดังหวัง

สถานการณ์ของ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กับ เรอัล มาดริด กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่แฟนบอลและสื่อยุโรปจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังมีรายงานว่าแบ็กขวาทีมชาติอังกฤษเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อบทบาทและสถานการณ์ของตัวเอง ภายหลังสโมสรไม่ดำเนินการ ตามข้อตกลงหรือแนวทางที่เคยพูดคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุม ตั้งแต่เบื้องหลังความคาดหวังของเทรนต์ เหตุผลที่ทำให้เกิดความอึดอัด วิเคราะห์เชิงแท็กติกและจิตวิทยาทีม ไปจนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับราชันชุดขาวในระยะต่อไป บทนำ: จากความหวังสู่ความคลางแคลงใจ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ คือหนึ่งในฟูลแบ็ก ที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในฟุตบอลยุคใหม่ เขาไม่ได้เป็นเพียงกองหลัง แต่ คือ เพลย์เมกเกอร์จากตำแหน่งแบ็กขวา ผู้สร้างโอกาสได้มากมายจากการผ่านบอลและลูกตั้งเตะ การย้ายมาเกี่ยวข้องกับเรอัล มาดริด จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในอาชีพ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามกลับไม่เป็นไปตามความคาดหวัง และเริ่มกลายเป็นคำถามว่า “นี่คือบทบาทที่เขาควรได้รับจริงหรือไม่?” ข้อตกลงที่ไม่เป็นดั่งภาพฝัน ตามรายงานจากหลายสื่อ ระบุว่า เทรนต์เคยได้รับสัญญาณชัดเจน จากสโมสรเกี่ยวกับบทบาทในทีม ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในตำแหน่งที่เหมาะกับจุดเด่น หรือความสำคัญในโครงสร้างระยะยาวของทีม แต่ในความเป็นจริง เขากลับถูกใช้งานอย่างจำกัด ถูกปรับบทบาทบ่อยครั้ง และในบางช่วงต้องนั่งสำรองยาว ซึ่งขัดแย้งกับสิ่งที่เคยพูดคุยกันไว้